ถ้าพูดถึงกองทุน ETF ที่ได้รับความนิยมจากนักลงทุนทั่วโลก ชื่อของ VOO หรือ Vanguard S&P 500 ETF มักจะติดอันดับต้นๆ อยู่เสมอ เพราะเป็นกองทุนที่เปิดโอกาสให้นักลงทุนเข้าถือหุ้นบริษัทชั้นนำของสหรัฐฯ ถึง 500 แห่ง ผ่านการลงทุนเพียงครั้งเดียว
กองทุนนี้มีมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) มากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ จนกลายเป็น ETF ตัวแรกของโลกที่ทำสถิติดังกล่าว VOO และได้กลายเป็นหนึ่งในกองทุนที่นักลงทุนสายลงทุนระยะยาวเลือกใช้เป็น “Core Portfolio” สำหรับสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว
กองทุน VOO คืออะไร?
กองทุน VOO หรือ Vanguard S&P 500 ETF เป็นกองทุน ETF ที่บริหารโดย Vanguard บริษัทจัดการกองทุนระดับโลก ผู้บุกเบิกแนวคิดการลงทุนแบบดัชนี (Index Investing)
กองทุนมีนโยบายลงทุนให้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับ ดัชนี S&P 500 ซึ่งรวบรวมบริษัทขนาดใหญ่ประมาณ 500 แห่งของสหรัฐอเมริกา ครอบคลุมหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่เทคโนโลยี การเงิน สุขภาพ พลังงาน ไปจนถึงสินค้าอุปโภคบริโภค ทำให้นักลงทุนได้รับการกระจายความเสี่ยงผ่านหุ้นเพียงกองทุนเดียว
แม้ว่าจะถือหุ้นกว่า 500 บริษัท แต่ด้วยวิธีการถ่วงน้ำหนักตามมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดทำให้หุ้นขนาดใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยี มีน้ำหนักในพอร์ตค่อนข้างสูง และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของผลตอบแทนกองทุนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ซึ่งผลตอบแทนรวมจากทรัพย์สินสุทธิของกองทุน VOO ย้อนหลัง
- นับตั้งแต่ต้นปี 2569 เพิ่มขึ้น 11.34%
- ย้อนหลัง 1 ปี เพิ่มขึ้น 22.03%
- ย้อนหลัง 3 ปี เพิ่มขึ้น 76.20%
เปิดพอร์ต VOO ถือหุ้นอะไรบ้าง?
จากข้อมูลโครงสร้างพอร์ต หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศถือเป็นหัวใจสำคัญของกองทุนด้วยสัดส่วนสูงถึง 38.60% ของสินทรัพย์ทั้งหมด ตามมาด้วย กลุ่มการเงิน 11.30%, กลุ่มบริการด้านการสื่อสาร 10.40% และ กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคฟุ่มเฟือย 9.70%
นอกจากนี้ ยังมีการกระจายการลงทุนไปยัง กลุ่มสุขภาพ และ กลุ่มอุตสาหกรรม ในสัดส่วนเท่ากันที่ 8.30% ขณะที่ สินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นคิดเป็น 4.60%, พลังงาน 3.10%, สาธารณูปโภค 2.10% และ วัสดุพื้นฐาน กับ อสังหาริมทรัพย์ อย่างละ 1.80% สะท้อนถึงการกระจายการลงทุนครอบคลุมแทบทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจสหรัฐฯ
สำหรับหุ้น 10 อันดับแรกที่ถือครองมากที่สุดในพอร์ต มีสัดส่วนรวมกันราว 40.23% ของพอร์ต ได้แก่
- NVIDIA (NVDA) 7.89%
- Apple (AAPL) 7.05%
- Microsoft (MSFT) 5.14%
- Amazon (AMZN) 4.07%
- Alphabet Class A (GOOGL) 3.41%
- Broadcom (AVGO) 3.26%
- Alphabet Class C (GOOG) 2.71%
- Meta Platforms (META) 2.13%
- Tesla (TSLA) 1.89%
- Micron Technology (MU) 1.68%
ส่วน 59.77% ที่เหลือ กระจายการลงทุนไปยังบริษัทชั้นนำอีกกว่า 490 แห่ง อาทิ Berkshire Hathaway, JPMorgan Chase, Visa, Eli Lilly, Exxon Mobil, Costco, Walmart, Netflix, Oracle, Mastercard, Johnson & Johnson, Procter & Gamble, Coca-Cola และบริษัทขนาดใหญ่อีกจำนวนมากในดัชนี S&P 500
ซึ่งช่วยให้ VOO เป็นกองทุนที่สะท้อนภาพรวมของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้อย่างครอบคลุม ทั้งในมิติของอุตสาหกรรมและบริษัทชั้นนำของโลก
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่