วันจันทร์, 17 สิงหาคม 2569

Microsoft โชว์ผลงาน Q4/26 รายได้โต กำไรล้น เตรียมทุ่มเงินอีกใน Data Center แม้ปีนี้หุ้นยังติดลบ

หุ้นของ Microsoft ปรับตัวขึ้นทันทีกว่า 8% หลังตลาดปิดในวันพุธที่ผ่านมา หลังบริษัทประกาศรายงานผลประกอบการไตรมาส 4 ประจำปี 2026 เผยรายได้ดี มีกำไร พร้อมยืนยันจะเดินหน้าลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ต่อเนื่องในปี 2026 นี้

ผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2026

โดยผลประกอบการของ Microsoft สิ้นสุด ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2026 มีรายละเอียดดังนี้

  • รายได้รวม 90,010 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโตขึ้น 18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์ LSEG คาดที่ 87,620 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • กำไรสุทธิอยู่ที่ 35,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 4.81 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น เพิ่มขึ้นจาก 27,230 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 3.65 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น ในปีก่อน

Microsoft ระบุว่า กำไรของบริษัทมีแรงหนุนมาจากการลงทุนใน Anthropic มูลค่ากว่า 3,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังมีปัจจัยเรื่องค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่าคาดจากโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนดโดยสมัครใจครั้งแรกของบริษัท

สำหรับไฮไลต์ผลการดำเนินงานของ Microsoft ในกลุ่มธุรกิจต่าง ๆ ประกอบไปด้วย

  • รายได้จาก Microsoft Cloud อยู่ที่ 59,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเพิ่มขึ้น 27% ขณะที่มูลค่างานในมือที่ยังไม่รับรู้รายได้เพิ่มขึ้น 84% เป็น 678,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • กลุ่มธุรกิจ Productivity and Business Processes ซึ่งประกอบไปด้วย Microsoft 365 สำหรับองค์กรและบุคคลทั่วไป ตลอดจน LinkedIn โดยในกลุ่มนี้มีรายได้อยู่ที่ 37,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเพิ่มขึ้น 14% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยส่งสัญญาณสำคัญคือ การใช้งาน Cloud ของลูกค้าบุคคลทั่วไปเริ่มมากกว่าลูกค้าองค์กรแล้วในปีที่ผ่านมา
  • กลุ่มธุรกิจ Intelligent Cloud ซึ่งมีธุรกิจ Azure อยู่ มีรายได้อยู่ที่ 39,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 32% โดยรายได้จาก Azure ถือเป็นไฮไลต์หลักเพราะเพิ่มขึ้นมากถึง 43%
  • กลุ่มธุรกิจ More Personal Computing รายได้อยู่ที่ 12,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งลดลง 4% จากปีก่อนหน้า โดยในกลุ่มนี้เป็นธุรกิจขา Devices ประกอบไปด้วย Windows OEM และอุปกรณ์อื่น Xbox และธุรกิจโฆษณาผ่านระบบค้นหา (Search Advertising) ซึ่งแต่ละหน่วยธุรกิจในกลุ่มนี้มีรายได้ลดลงทุกกลุ่ม

นอกจากนี้ Microsoft ยังคืนเงินให้ผู้ถือหุ้นรวม 10,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในไตรมาส 4 ของปีงบประมาณ 2026 ผ่านการจ่ายเงินปันผลและการซื้อหุ้นคืน

ผลประกอบการตลอดปีงบประมาณ 2026

Microsoft เปิดเผยผลประกอบการสำหรับปีงบประมาณสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2026 เมื่อเทียบกับปีก่อน ดังนี้

  • รายได้รวมอยู่ที่ 331,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 18%
  • กำไรสุทธิอยู่ที่ 133,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 31%

อย่างไรก็ตาม แม้ผลประกอบการทั้งปีจะออกมาแข็งแกร่ง แต่ก่อนประกาศงบในไตรมาสล่าสุด หุ้นของ Microsoft ได้มีการปรับตัวลงแล้วประมาณ 19% นับตั้งแต่ต้นปี 2026 ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปรับขึ้นราว 7%

ช่วงที่ผ่านมา นักลงทุนได้เทขายหุ้นซอฟต์แวร์ขนาดใหญ่ในปีนี้ เนื่องจากกังวลว่า ธุรกิจซอฟต์แวร์ดั้งเดิมอาจถูกเทคโนโลยี AI เข้ามาดิสรัปต์อย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ของ Deutsche Bank ยังเตือนว่า Microsoft มีความเสี่ยงจากการพึ่งพาลูกค้ารายใหญ่ โดยเฉพาะจากความสัมพันธ์กับ OpenAI ที่ได้รับผลกระทบจากโมเดล AI แบบ Open-Source ที่ได้รับความนิยมมากขึ้น

ก่อนหน้านี้ Microsoft เปิดเผยว่า ประมาณ 45% ของมูลค่างานในมือเชิงพาณิชย์ที่ยังไม่รับรู้รายได้ (Commercial Remaining Performance Obligations) มูลค่า 625,000 ล้านดอลลาร์ มาจาก OpenAI เกือบทั้งสิ้น

ด้านกระแสเงินสดอิสระอยู่ที่ 19,640 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือลดลง 23% แม้จะอ่อนตัวลง แต่ทาง Amy Hood ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน (CFO) ระบุว่า Microsoft จะกลับมามีกระแสเงินสดอิสระเป็นบวกในปีงบประมาณ 2027

ส่วนรายได้ไตรมาสแรกของปีงบประมาณถัดไปจะอยู่ที่ 89,850 ถึง 90,950 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้นประมาณ 16% จากปีก่อน และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์ของ LSEG คาดไว้ที่ 89,660 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

และสำหรับปีงบประมาณ 2027 คาดว่าการลงทุนจะเพิ่มขึ้นอีก จากสัญญาณความต้องการที่แข็งแกร่งในทุกกลุ่มธุรกิจ

ทั้งนี้ Satya Nadella ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ Microsoft ระบุว่า เนื่องจากตอนนี้การเติบโตของลูกค้าธุรกิจทั่วไปเริ่มมากกว่าบริษัทผู้พัฒนาโมเดล AI บริษัทจึงจำเป็นที่จะต้องจัดสรรกำลังประมวลผลและชิป AI ให้เหมาะสมระหว่าง บริการคลาวด์ Azure งานวิจัย AI และผลิตภัณฑ์อย่าง Microsoft 365 Copilot เนื่องจากหากนำชิป AI ไปใช้ฝึกโมเดลมากขึ้น ก็จะเหลือทรัพยากรสำหรับลูกค้า Cloud น้อยลง

“เรากำลังทำให้ AI มีต้นทุนที่คุ้มค่ามากขึ้น เพื่อให้ลูกค้าทุกคนสามารถเปลี่ยนการใช้งาน AI ให้กลายเป็นผลลัพธ์ทางธุรกิจที่วัดผลได้” Satya Nadella กล่าว

Rate this post